1/03/2558

露一手 แสดงความสามารถให้ดู

สำนวน 露一手หรือ 露两手 

露一手 lòu yī shŏu หรือ 露两手lòu liăng shŏu
หมายถึง เอาดีเอาเด่น หรือ แสดงความสามารถให้ดู


ตัวอย่างเช่น

1. 听说你做的菜很好吃,有机会就给大家露一手.
tīng shuō nĭ zuò de cài hěn hăo chī,
yŏu jī huì jiù gěi dà jiā lòu yì shŏu.
ได้ยินว่าคุณทำกับข้าวอร่อยมาก ถ้ามีโอกาสก็แสดงฝีมือให้ทุกคนกินหน่อย

2.下星期有唱歌比赛,谁准备去露一手,拿个大奖回来啊?
xià xīng qi yŏu chàng gē bĭ sài, shéi zhŭn bèi qù lòu yì shŏu, ná gè dà jiăng huí lái a?
อาทิตย์หน้ามีการแข่งขันร้องเพลง ใครจะเตรียมตัวไปอวดฝีมือ เอารางวัลใหญ่กลับมาบ้าง?


谢谢 苏老师提供资料

12/31/2557

“大姑娘上花轿---头一回”

中国有句话说 ประเทศจีนมีคำพูดว่า

“大姑娘上花轿---头一回”
dà gū niáng shàng huā jiào ---tóu yì huí
ผู้หญิงขึ้นเกี้ยวแต่งงานเป็นครั้งแรก (และครั้งเดียว)
คำพูดนี้หมายถึง คนที่ทำอะไรเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

上花轿 shàng huā jiào ขึ้นเกี้ยวลายดอกไม้
上shàng ขึ้น
花轿 huā jiào เกี้ยวที่เป็นลวดลายดอกไม้
上花轿 หมายถึง การแต่งงาน เพราะสาวๆ จะขึ้นเกี้ยวในวันแต่งงาน

ตัวอย่างประโยค
明天我要上花轿
míng tiān wŏ yào shàng huā jiào
พรุ่งนี้ฉันจะแต่งงานละนะ
姑娘 gū niáng เป็นคำที่ใช้เรียก สาวๆ ที่ยังไม่แต่งงาน
小姑娘 xiăo gū niáng สาวน้อย
大姑娘 dà gū niáng หญิงสาวที่มีวุฒิภาวะพร้อมที่จะแต่งงานได้แล้ว
妇女 fù nǚ หรือ太太 tài tai ใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว

ตัวอย่างประโยค

A: 明天就要去昆明了,我们要准备什么啊?
míng tiān jiù yào qù Kūn míng le, wŏ men yào zhŭn bèi shén me a?
พรุ่งนี้ก็จะไปคุนหมิงแล้ว พวกเราต้องเตรียมอะไรบ้างเนี่ย?
B: 我也不知道,这出国旅游我也是 “大姑娘上花轿—--头一回”啊!
wŏ yě bù zhī dào, zhè chū guó lǚ yóu wŏ yě shì
dà gū niáng shàng huā jiào ---tóu yì huí a!
ฉันก็ไม่รู้ ฉันเองก็เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศครั้งนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน

A: 泰语公文要怎么写啊?
tài yŭ gōng wén zěn me xiě a?
หนังสือราชการภาษาไทย เขียนยังไงเนี่ย?
B: 你之前没有写过吗?我也是“大姑娘上花轿---头一回啊”
nĭ zhī qián méi yŏu xiě guò ma?
wŏ yě shì dà gū niáng shàng huā jiào ---tóu yì huí a.
เธอไม่เคยเขียนมาก่อนเหรอ?ฉันเองก็เพิ่งจะเขียนเป็นครั้งแรกเหมือนกัน


谢谢苏老师提供资料

12/13/2557

บทเสริมกริยาบอกแนวโน้ม 趋向补语

ไวยากรณ์จีน : บทเสริมกริยาบอกแนวโน้ม 趋向补语 Qū xiàng bǔ yǔ

ในภาษาจีนใช้ 来 lái (มา) /去 qù (ไป) เติมหลังคำกริยา แสดงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของการกระทำ เรียกว่า บทเสริมกริยาบอกแนวโน้ม หรือบทเสริมแนวโน้ม มีสองชนิด ได้แก่

http://chinese2u.blogspot.com

1). บทเสริมแนวโน้มแบบง่าย โดยเติม 来 lái (มา) /去 qù (ไป) หลังคำกริยา
2). บทเสริมแนวโน้มแบบซับซ้อน โดยการเติม 上 shàng (ขึ้น) , 下 xià (ลง),进 jìn (เข้า), 出chū (ออก), 回huí (กลับ), 过 guò (ผ่าน), 起 qĭ (ขึ้น) เหล่านี้เป็นต้น ไว้หลังคำกริยา แล้วค่อยเติม 来 และ 去 โดย 来 แสดงถึงการกระทำดำเนินไปยังทิศทางของผู้พูด ส่วน 去 แสดงถึงการกระทำดำเนินไปยังทิศทางตรงข้าม เช่น

V + 来/去
(1) 你的银行卡是从中国带来的吧!
(2) 我也收到了你们发来的传真。
(3) 我们回来了。
(4) 他们已经进去了。
(5) 麻烦你帮我把护照拿来。

V + 上来/上去/进来/进去/出来。。。。。

(1) 游客们从酒店里走了出来
(2) 我买回来一公斤芒果
(3) 导游拿过去一些啤酒

หากการกระทำมีบทเสริมที่มีบทเสริมแนวโน้มปรากฏบทกรรม เมื่อบทกรรมเป็นคำหรือวลีแสดงสถานที่ ต้องวางบทกรรมไว้ระหว่างคำกริยาและ 来/去 เมื่อบทกรรมเป็นเรื่องราวทั่วไป สามารถวางบทกรรมไว้หน้าหรือหลัง 来/去 ก็ได้

(1) 我们走出酒店
(2) 他跑下楼来


จากหนังสือเรียน 旅游汉语

12/10/2557

绿茶 Lǜ chá ชาเขียว


绿茶 Lǜ chá ชาเขียว
ชาเขียวขึ้นชื่อของจีนได้แก่
浙江西湖龙井 Zhè jiāng xī hú long jĭng ชาเขียวที่มีชื่อของมณฑลเจ้อเจียง ใบชาเป็นแผ่นเล็กๆ
สีเขียวอ่อนๆ
(井jĭng = บ่อน้ำ)

安徽黄山毛峰 Ān huī huáng máo fēng ชาเขียวหวงซานเหมาเฟิง เป็นชาที่มีชื่อเสียงของมณฑลอันฮุย ลักษณะใบชาแหลมๆ ยาวๆ สีเขียวคล้ำๆ ราคาถูกกว่าชา 龙井 มีรสชาติขมนิดๆ แก้ร้อนในได้ดีมาก

江苏洞庭碧螺春 Jiāng sū dòng ting bì luó chūn ชาต้งถิงปี้หลัวชุนของมณฑลเจียงซู หากเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิจะได้ชาที่ดีที่สุด หอมหวานที่สุด และราคาแพงที่สุดด้วย

四川蒙顶甘露 Sì chuān méng dĭng gān lù ใบชากันลู่ (甘 gān = หวาน 路lù = น้ำค้าง) จากภูเขาเหมิงติ่งมณฑลเสฉวน ลักษณะใบชาเมื่ออบแล้วจะมีสีขาวๆ จางๆ ไม่ค่อยเขียว ใบชาเหมือนถั่วลันเตา
เมื่อใส่น้ำถึงจะให้สีเขียว

วิธีดื่มชาของจีน 3 ขั้นตอน

1.看 kàn ดูว่าชาสีอะไร
2.闻 wén ดมให้รู้ถึงความหอมของชา
3.品 pĭn ค่อยๆ จิบ


谢谢 苏老师提供资料
图片来自:电视剧《步步惊心》

12/05/2557

黄飞鸿 วีรบุรุษหวงเฟยหง

วีรบุรุษสำคัญที่มีชื่อเสียงของจีน "黄飞鸿"
หวง เฟยหง (สำเนียงจีนกลาง) หรือ หว่อง เฟฮง (สำเนียงกวางตุ้ง)
(จีนตัวเต็ม: 黃飛鴻; จีนตัวย่อ: 黄飞鸿; พินอิน: Huáng Fēihóng;
เป็นปรมาจารย์กังฟูที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน
(9 กรกฎาคม ค.ศ. 1847 — 25 มีนาคม ค.ศ. 1924) มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีจากภาพยนตร์กำลังภายใน ในฐานะที่เป็นวีรบุรุษต่อสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีชาวจีนจากการคุกคามของชาวตะวันตกในยุคล่าอาณานิคม เช่นเดียวกับ หง ซีกวน และ ฮั่ว หยวนเจี๋ย

หวง เฟยหง เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1847 ตรงกับปีที่ 25 ในรัชสมัยฮ่องเต้เต้ากวง แห่งราชวงศ์ชิง (บางข้อมูลบอกว่า เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1856 ตรงกับปีที่ 6 ในรัชสมัยฮ่องเต้เสียนเฟิง) ที่หมู่บ้านหลูเจ้า ใกล้ภูเขาสีเฉียว เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เป็นบุตรของหวง ฉีอิง (黃麒英, หว่อง เข่ยฺ เย้ง ในสำเนียงกวางตุ้ง) ซึ่งเป็นปรมาจารย์กังฟูผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม "10 พยัคฆ์กวางตุ้ง" (伏虎拳) ที่มีชื่อเสียงเช่นกัน

ถึงแม้จะเป็นบุตรของปรมาจารย์กังฟู แต่ หวง ฉีอิง ก็มิได้ถ่ายทอดวิทยายุทธให้แก่บุตรชาย ด้วยเหตุผลที่ไม่แน่ชัดนัก หวง เฟยหง ได้มีอาจารย์สอนวิชากำลังภายในให้คือ ลู่ อาไฉ (陸阿采) ผู้เป็นสหายร่วมสำนักเส้าหลินกับ หง ซีกวน (洪熙官) วีรบุรุษกังฟูที่มีชื่อเสียงอีกคน ถ่ายทอดวิชามวย "หงฉวน" (洪拳) โดยมีกระบวนท่าที่มีชื่ออย่าง "หมัดพยัคฆ์ดำ-กะเรียนขาว" (黑虎拳, 白鶴拳) ให้
นอกจากได้ ลู่ อาไฉเป็นอาจารย์แล้ว ในวัยเยาว์ หวง เฟยหง ยังได้ร่ำเรียนวิชาหงฉวนเพิ่มเติมจาก    หล่ำ ฟกซิง (Lín Shìróng, 林世榮) จากนั้นก็ได้รับการสั่งสอนเพิ่มเติมจาก หวง ฉีอิง ผู้เป็นบิดา
ในวัยเด็กครอบครัวของ หวง เฟยหง มีฐานะยากจน ต้องตระเวนรอนแรมไปเปิดทำการแสดงวิชาฝีมือและขายยาตามท้องถนน โดยสรุปแล้วชีวิตในช่วงวัยเยาว์และวัยหนุ่มของ หวง เฟยหง เป็นระยะเวลาของการฝึกฝนวิชาฝีมือต่อสู้ป้องกันตัว และการรับมรดกสืบทอดวิชาแพทย์จากบิดา ซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณที่ได้รับการยกย่องนับถือ

หวง เฟยหงได้สร้างวีรกรรมอันลือชื่อขึ้นมา 2 เหตุการณ์ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อ หวง เฟยหง มีอายุ 16 ปี มีชาวตะวันตกกลุ่มหนึ่งคิดค้นกิจกรรมสร้างความบันเทิง โดยฝึกฝนสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด จนดุร้ายกระหายเลือด จากนั้นก็เปิดเวทีท้าประลองให้ชาวจีนสู้กับสุนัข ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูง แต่หากพลาดพลั้งบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ถือเป็นคราวเคราะห์ที่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ กิจกรรมนี้กลายเป็นเรื่องโจษจันเกรียวกราวไปทั่ว ผู้คนจำนวนมากที่เข้าประลองล้วนแล้วแต่พ่ายแพ้ บ้างโชคดีก็แค่บาดเจ็บ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเสียชีวิตไปอย่างไร้เปล่า  เมื่อ หวง เฟยหง ล่วงรู้เรื่องดังกล่าว จึงเข้าประลองเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้แก่ชาวจีน และเป็นฝ่ายชนะอย่างง่ายดาย ด้วยกระบวนท่าที่เรียกว่า "ฝ่าเท้าไร้เงา" ซึ่งเป็นไม้ตายประจำตัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากสุดของเขา เหตุการณ์ต่อมาคือ เมื่อครั้งที่ท่าเรือฮ่องกงเพิ่งเปิดทำการ หวง เฟยหงในวัย 21 ปี ไม่อาจทนเห็นผู้อ่อนแอโดนนักเลงท้องถิ่นจำนวนมากรุมรังแก จึงยื่นมือเข้าขัดขวาง ด้วยการใช้กระบองไม้ไผ่เป็นอาวุธบุกเดี่ยวเข้าสู้กับฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายสิบคน กลายเป็นศึกตะลุมบอนอันลือลั่น (บริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว ปัจจุบันคือสวนสาธารณะที่ถนนฮอลลีวูด บนเกาะฮ่องกง)
ผลการต่อสู้ หวง เฟยหง สามารถหลบหนีไปได้ และทำร้ายบรรดานักเลงอันธพาลบาดเจ็บไปหลายคน แต่การปะทะครั้งนั้น ก็ส่งผลให้ หวง เฟยหงไม่อาจพำนักอยู่ในฮ่องกงได้อีกต่อไป และต้องเดินทางกลับไปยังกวางเจา ช่วงชีวิตของหวง เฟยหง ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากสุด โดยผ่านการบอกเล่าของภาพยนตร์ต่าง ๆ มากมาย ในยุคปัจจุบัน คือ ช่วงวัยอายุประมาณ 30 ปี หวง เฟยหง กลายเป็นปรมาจารย์กังฟูมีชื่อเสียง พร้อม ๆ กันนั้นเขาก็ได้เปิดร้านขายยาและสถานพยาบาล ชื่อ "เป่าจือหลิน" (โปจี๋หลำ, 寶芝林)
เป่าจือหลินกลายเป็นร้านขายยาที่โด่งดังเป็นตำนานเช่นเดียวกับชื่อเสียงของ หวง เฟยหง (บริเวณที่ตั้งของร้านเป่าจือหลิน สันนิษฐานว่าอยู่ที่ตรอกหยั่นออน ถนนสายที่ 13 เขตกวางเจาตะวันตกในปัจจุบัน) ด้วยเหตุที่ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ยากไร้ บ่อยครั้งยังเป็นการเยียวยาพยาบาลโดยไม่คิดเงิน วิชาแพทย์ของหวง เฟยหง ได้รับการยกย่องไม่น้อยหน้าวิชาการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อกระดูก ตำรับยาเฉพาะประจำตระกูล หรือการรักษาโดยวิธีการฝังเข็ม
หวง เฟยหง ผ่านการแต่งงานทั้งหมด 4 ครั้ง มีลูกทั้งหมด 10 คน ภรรยาสามคนแรกล้วนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ส่งผลให้เขานึกโทษตนเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งเคราะห์ร้ายแก่คนที่ตนรัก และตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแต่งงานอีก แต่แล้วในปี ค.ศ. 1903 เขาได้พบกับหญิงสาววัย 16 ปีชื่อ "มอก ไกวหลาน" (ม่อกุ้ยหลาน, 莫桂蘭) และตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่การแต่งงานในที่สุด

ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก สารานุกรม วิกิพีเดีย
และภาพจากภาพยนตร์ 《黄飞鸿之英雄有梦》

建议 โพสต์แนะนำ

HSK4: บทที่ 7 Text 3

บทที่ 7 ของ HSK 4 (Standard Course) หัวข้อคือ "最好的医生是自己" (คุณหมอที่ดีที่สุดคือตัวเราเอง) ซึ่งเนื้อหาจะเน้นเรื่องสุขภาพ การพักผ่อ...